English (United Kingdom)Thai (ภาษาไทย)

GTranslate

English French German Italian Portuguese Russian Spanish
Area Temple_47
Sothon_2
Area Temple_32
ทางเอก PDF Print E-mail
Written by พระอาจารย์ปราโมช ปาโมชโช   
Thursday, 25 December 2008 18:40
ทางเอก

ต่อไปนี้จะขอเล่าถึงวิธีการปฏิบัติ ธรรมอย่างง่ายๆ ให้เพื่อนนัก ปฏิบัติที่ยังไม่ทราบว่าจะลงมือปฏิบัติอย่างไร ดีได้ลองนำไปพิจารณาดู ดังนี้
๑.การเลือกอารมณ์กรรมฐานที่ถูกจริต บุคคลที่มีตัณหาจริตคือมีธรรมชาติ นิสัยเด่นในด้านรักสวยรักงามรักสุขรักสบาย ควรจะรู้กาย แต่ถ้ามีสติปัญญาแก่กล้าแล้วก็ควรรู้เวทนา ส่วนคนที่มีทิฏฐิจริตคือมีธรรมชาตินิสัยเด่นในด้านคิดมาก เจ้าความคิด เจ้าทฤษฎี ชอบศึกษาเปรียบเทียบ ชอบวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ โต้แย้ง ฯลฯ บุคคลเหล่านี้
ควรจะรู้จิต แต่ถ้ามีสติปัญญาแก่กล้าแล้วก็ควรรู้ธรรมคือรูปนาม
๒.การรู้กาย เวทนา จิต หรือธรรม เป็นเรื่องของการรู้หรือรู้สึกๆ เอา ไม่ใช่การคิด และการเพ่ง
๓.เครื่องมือที่ใช้ในการรู้ ประกอบด้วย
๓.๑ สติ คือความระลึกได้ถึงความปรากฏของรูปนาม สติเป็นอนัตตาเช่นเดียวกับธรรมทั้งปวง ดังนั้นไม่มีใครที่จะสั่งหรือจงใจให้สติเกิดขึ้นได้ เว้นเสียแต่มีเหตุที่สมควร สติจึงจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องพยายามทำให้เกิด เหตุให้เกิดสติได้แก่การที่จิตรู้จักและจดจำสภาวะของรูปนามได้แม่นยำ เพราะได้เจริญสติปัฏฐานหรือตามรู้สภาวะของกาย เวทนา จิต หรือธรรมเนืองๆ และทันทีที่สติเกิดขึ้น สติจะทำหน้าที่คุ้มครองจิต คืออกุศลจะดับไปแล้วกุศล เกิดขึ้นทันที
สติหรือสัมมาสตินี้จะแตกต่างจากมิจฉาสติหรือสติธรรมดาตรงที่สัมมาสตินั้นเป็นเครื่องระลึกรู้อารมณ์ปรมัตถ์ได้แก่ รูปนามในขั้นการเจริญมรรคเบื้องต้น และระลึกรู้นิพพาน ในขณะที่เกิดอริยมรรค ส่วนมิจฉาสติเป็นเครื่องระลึกรู้อารมณ์บัญญัติอันเป็นสาธารณกุศล ต่างๆ ผู้เขียนมีข้อสังเกตส่วนตัวที่ขอฝากให้เพื่อนนักปฏิบัติก็คือ สัมมาสติจะสักว่าระลึกรู้อารมณ์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปพร้อมกับจิตเป็นขณะๆ ส่วนสติธรรมดามักจะเข้าไปตั้งแข็งหรือนอนแช่ อยู่ในอารมณ์ และให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าสตินั้นเป็นของที่ตั้งอยู่ได้นานๆ โดยไม่เกิดดับ
๓.๒ สัมมาสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิตในการระลึกรู้อารมณ์ปรมัตถ์ ได้แก่ ความตั้งมั่นของจิตในขณะที่รู้รูปนามในขั้นการเจริญมรรคเบื้องต้น และความตั้งมั่นของจิตใน ขณะที่รู้นิพพานเมื่อเกิดอริยมรรค ความตั้งมั่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจิตเข้าไปตั้งแช่ หรือนอน นิ่งอยู่กับอารมณ์ แต่เป็นสภาวะที่จิตไม่คลาดเคลื่อนจากอารมณ์ปรมัตถ์นั้นๆ แล้วไหลไปสู่ อารมณ์บัญญัติแทน พูดง่ายๆ ก็คือในขณะที่รู้รูปนามก็รู้ด้วยความไม่ลืมตัว ไม่หลงไปหา อารมณ์อื่น และไม่เพ่งอารมณ์ที่กำลังรู้นั้นจนลืมตัว จิตจะตั้งมั่นและเป็นกลาง ไม่เผลอไป แต่ก็ไม่เพ่งอารมณ์ไว้
สัมมาสมาธิต่างจากมิจฉาสมาธิ ตรงที่จิตที่ตั้งมั่นอย่างมีสัมมาสมาธินั้นจะมีความเบา ความอ่อน ความควรแก่การงาน ความคล่องแคล่ว และความซื่อตรงในการรู้อารมณ์รูปนาม โดยไม่เข้าไปแทรกแซง และเกิดขึ้นได้เพราะจิตมีความสุขในการรู้รูปนาม ซึ่งความสุขนั้นก็ เกิดเพราะจิตมีสตินั่นเอง
ส่วนมิจฉาสมาธิมักจะเกิดจากโลภะคือความอยากจะรู้อารมณ์ให้ชัดๆ แล้วเกิดการกำหนด การประคอง การเพ่ง การรักษาจิตและอารมณ์ไว้ จิตมักจะเกิดโมหะและโลภแทนที่จะเกิดปัญญารู้ความจริงของรูปนาม จิตมักมีอาการหนักแทนที่จะเบา แข็งแทนที่จะอ่อน ถูก นิวรณ์ครอบงำแทนที่จะควรแก่การงาน ซึมทื่อแทนที่จะปราดเปรียว และเข้าไปแทรกแซงอารมณ์แทนที่จะรู้อารมณ์อย่างซื่อๆ ตรงๆ
๓.๓ ปัญญา คือ ความเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรง สอนไว้ ปัญญามีสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิด หมายความว่าเมื่อจิตตั้งมั่นในการรู้อารมณ์ นามเนืองๆแล้ว ความเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามหรือปัญญาก็จะเกิดขึ้น ปัญญาในที่นี้จึงเป็นวิปัสสนาปัญญาเกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจากการอ่าน และการฟังในขั้นการศึกษาพระปริยัติธรรม และไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจากการคิด อนึ่งยังมีปัญญา ขั้นสูงอีกอย่างหนึ่งเรียกว่าโลกุตรปัญญา เป็นปัญญาที่เข้าใจนิพพานในขณะที่เกิดอริยมรรค
๔.วิธีการรู้กาย ทำได้ง่ายๆ คือ เบื้องต้นควรทำสมถกรรมฐานเสียก่อน เพราะการรู้กาย เหมาะสมสำหรับสมถยานิก พึงทำสมถกรรมฐานจนจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งและมีอารมณ์เป็นหนึ่ง จิตจึงจะมีกำลังพอที่จะมองทะลุกายอันเป็นอารมณ์บัญญัติ เข้าไปเห็นรูปอันเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ได้โดยง่าย จากนั้นจึงใช้จิตที่ตั้งมั่นแล้วนั้นไปรู้รูป การรู้รูปไม่ใช่การเผลอไปสู่อารมณ์ อื่น ไม่ใช่การคิดเรื่องกาย และไม่ใช่การเพ่งหรือกำหนดกายทั้งกาย หรือกายอันเป็นอวัยวะ น้อยใหญ่เช่น ลมหายใจ มือ เท้า และท้อง เป็นต้น แต่การรู้รูปเป็นการรู้สึกถึงสภาวะหรืออาการที่กำลังปรากฏของรูป ซึ่งกำลังยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา คู้ เหยียด ก้ม เงย กิน ดื่ม พูด ขับถ่าย หายใจออก และหายใจเข้า และผู้ปฏิบัติจะรู้สึกได้โดยไม่ต้องน้อมคิดว่า สิ่งที่กำลังยืน เดิน นั่ง นอน เคลื่อนไหว และหยุดนิ่งอยู่นั้น เป็นสักว่ารูป ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แต่อย่างใด ที่สำคัญผู้ปฏิบัติจะรู้ถึงจิตที่อาศัยอยู่กับรูปและเป็นผู้รู้รูปด้วย
๕.วิธีการรู้จิต ทำได้ง่ายๆ คือ ให้มีความรู้สึกตัว ไม่ใช่เผลอ ไม่ใช่คิด ไม่ ใช่เพ่ง หากจิตมีความรู้สึกหรือมีอาการ อย่างไรก็ค่อยตามรู้ความรู้สึกหรืออาการนั้น และรู้ความจริงว่านั่นเป็นสักว่านาม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แต่อย่างใดและที่สำคัญผู้ปฏิบัติจะรู้ถึงรูปอันเป็นที่อาศัยของจิตด้วย
อนึ่งไม่ว่าเบื้องต้นผู้ปฏิบัติจะรู้กายหรือรู้จิตก่อน แต่สุดท้ายผู้ปฏิบัติก็
ย่อมรู้ทั้งกายและจิต จนเห็นความจริง ของกายและจิตว่าเป็นไตรลักษณ์ได้ทั้งหมด
๖.ความรู้สึกตัว เป็นสภาวะที่เข้าใจยากมาก ใครๆก็คิดว่าตนเองมีความรู้สึกตัวอยู่แล้ว ทั้งที่ในโลกนี้หาคนที่รู้สึกตัวจริงๆได้ยากเต็มที เพราะจิตของคนและสัตว์ทั้งหลายเคยชิน ที่จะส่งออกนอกคือหลงไปทางทวารทั้ง ๖ และเคยชินที่จะรู้บัญญัติเกี่ยวกับอารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ น้อยคนนักที่จะรู้สึกตัวและตื่นออกจากโลกของความคิดและสามารถรู้อารมณ์รูปนามที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจได้จริง
๗.รู้กับหลงเป็นสิ่งตรงข้ามกัน เมื่อใดจิตหลงดูรูป หลงฟังเสียง หลงดมกลิ่น หลงลิ้มรส หลงสัมผัสทางกาย หลงคิด และหลงเพ่ง หรือกำหนด เมื่อนั้นจิตจะลืมรูปนาม/กายใจ จิตจะหลับฝันทั้งๆที่ร่างกายนี้ลืมตาตื่นอยู่ แต่เมื่อใดจิตจดจำสภาวธรรมได้แม่นยำ จิตจะเกิดสติ ขึ้นเองเมื่อสภาวธรรมอันนั้นปรากฏขึ้น จิตจะเกิดความรู้สึกตัว เป็นความรู้ ตื่น และเบิกบาน ขึ้นในฉับพลัน ยกตัวอย่าง ความหลงที่เกิดบ่อยที่สุดก็คือการหลงคิด เมื่อหลงคิด ผู้นั้นจะรู้เรื่องที่คิดบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่เมื่อใดที่ผู้นั้นมีสติรู้ทันสภาวะของจิตว่ากำลังหลงคิดอยู่ ผู้นั้นจะเข้าถึงสภาวะแห่งความตื่นหรือความรู้สึกตัวในฉับพลัน ผู้ตื่นจะเป็นผู้ที่รู้ของจริงคือ อารมณ์ปรมัตถ์ จะเห็นทันทีว่ารูปนาม/กาย ใจนี้ ไม่ใช่ตัวเราแต่อย่างใด เพราะแท้ที่จริงแล้ว ความเป็นตัวตนเกิดจากความคิดเท่านั้น เมื่อหลุดออกจากความคิด กายใจนี้ก็แสดงความ จริงว่ามันเป็นแค่รูปนาม ไม่ใช่ตัวตนของเราของเขาแต่อย่างใด
๘.การละความเห็นผิด เมื่อมีความรู้สึกตัวและระลึกรู้รูปนามอยู่เนืองๆ จิตจะค่อยๆ สะสมปัญญาคือความรู้ความเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามทีละน้อยๆ ถึงจุดหนึ่งจิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิ แล้วเกิดกระบวนการทำลายล้างความเห็นผิดว่ารูปนามเป็นตัวตนอย่างฉับพลัน ผู้ที่ไม่เห็นว่ารูปนามเป็นตนหรือตนเป็นรูปนามก็คือผู้ละสักกายทิฏฐิได้ หรือพระโสดาบันบุคคลนั่นเอง
๙.จิตปล่อยวางสิ่งอื่นเข้ามายึดจำเพาะจิต เมื่อตามรู้รูปนามต่อไป สติปัญญาจะยิ่งว่องไว ขึ้น กำลังของกิเลสจะเริ่มเบาบางลง จิตจะประจักษ์แจ้งว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา ในโลกนี้หาอะไรเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวไม่ได้เลย จิตจะปล่อยวางความถือมั่นในสิ่งภายนอก แล้วเข้ามายึดถือจิตเป็นที่พึ่งไว้อย่างเดียว เพราะเห็นว่าถ้าเมื่อใด จิตเกิดความอยากและความยึดถืออารมณ์ทั้งปวง จิตจะเป็นทุกข์ ถ้าไม่อยากและไม่ยึด จิตก็ไม่ทุกข์ จิตจึงจำกัดวงตัวเองเข้ามาอยู่จำเพาะจิต จิตตั้งมั่นมีสมาธิบริบูรณ์อยู่โดยไม่ต้องรักษา
๑๐.การรู้แจ้งอริยสัจจ์ เมื่อสติปัญญาแก่รอบอย่างถึงที่สุดแล้ว ผู้ปฏิบัติจะเห็นความจริงว่า จิตนั้นเองเป็นธรรมชาติที่ยังมีความแปรปรวน จิตเป็นทุกข์อยู่โดยตัวของมันเอง คือไม่ใช่เป็น ทุกข์เมื่อกระทบอารมณ์ที่ไม่ดีเท่านั้น และจิตนั้นเองเป็นสิ่งเดียวกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ธรรมภายในคือจิต กับธรรมภายนอกคือสิ่งอื่นๆทั้งปวงนับตั้งแต่ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายเป็นต้นไปจนถึงโลกและจักรวาล ล้วนเป็นของโลก เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ ไม่มีเจ้าของ แล้วฉับพลัน นั้น จิตก็ปลดปล่อยความถือมั่นในตัวจิตเอง สลัดคืนจิตให้กับธรรมชาติ ในความรู้สึกจะเหมือนกับว่าจิตพรากออกจากขันธ์ สำรอกจากขันธ์ ไม่เกาะเกี่ยวขันธ์ ขันธ์ไม่กระทบเข้าถึงจิต จิตใหญ่ครอบโลกธาตุทั้งปวง จึงไม่มีการไปและการมาอีกต่อไป แล้วธรรมอันรุ่งเรือง เร้นลับ
ที่ไม่เคยหายไปไหนก็ปรากฏเต็มบริบูรณ์อยู่ต่อหน้าต่อตานั้นเอง
๑๑.ธรรมนี้คือที่สุดแห่งทุกข์ การปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนานั้นเมื่อปฏิบัติถึงที่ สุดแล้ว ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกได้ว่าธรรมนี้คือที่สุดแห่งทุกข์ เพราะเป็นที่สุดแห่งขันธ์และกิเลส ตัณหาทั้งปวง
ขอกล่าวกับเพื่อนนักปฏิบัติอีกเพียงไม่กี่ประโยคว่า แท้จริงแล้วการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่อง ง่าย แต่ง่ายจนยากเพราะเราคิดไม่ถึงว่าจะง่ายขนาดนี้ ดังนั้นแทนที่เราจะพยายามปรุงแต่งการปฏิบัติต่างๆ นานาขึ้นมาตั้งมากมายด้วยความยากลำบาก (ซึ่งเกือบทั้งหมดก็คือ ปุญญาภิสังขาร ซึ่งเราสร้างขึ้นเองด้วยอำนาจบงการของอวิชชา โดยหวังว่าเมื่อเราปรุงแต่ง การปฏิบัติได้ดีถาวรแล้วเราจะบรรลุมรรคผลได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง) เราก็ควรหันมารู้เท่าทันจิตที่แอบปรุงแต่งสิ่งต่างๆ ขึ้นมา เมื่อรู้ทันว่าจิตแอบปรุงแต่งแล้ว ความปรุงแต่งทั้งหลายนั้นก็จะดับไปเอง เมื่อความปรุงแต่งทั้งหลายดับลงแล้ว ความรู้สึกเป็นตัวตนจะมีไม่ได้เลย ขันธ์หรือรูปนามจะแสดงความเป็นของสูญต่อหน้าต่อตา เพราะความเป็นตัวตนเกิดจากความคิด นึกปรุงแต่งล้วนๆ เมื่อปราศจากความเป็นตัวตนของขันธ์ ก็ปราศจากเครื่องรองรับความทุกข์ ทางใจ ความทุกข์ทางใจก็ตั้งอยู่ไม่ได้ นี้เองเป็นที่สุดแห่งทุกข์ทางใจในปัจจุบัน จนตราบถึง วันสิ้นขันธ์ก็เป็นอันสิ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงแต่เพียงเท่านั้นทางเอก

 

Last Updated on Thursday, 25 December 2008 18:42
 

Mantra Sound

module by Inspiration

Coming Events

No events

Calendar

« < February 2012 > »
S M T W T F S
29 30 31 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 1 2 3

Donation

บริจาคเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา
Donate:
  Monthly Monthly
Currency
 USD
Amount